3 วัน 2 คืน มาเลเซีย งบหลักพันก็เที่ยวได้
ประเทศมาเลเซีย
“ใครอ่อนเพลีย ไปมาเลเซียกันจ้า” ไปกินอิ่ม นอนอุ่นแบบจุใจกัน 3 วัน2 คืนที่ มาเลเซีย ในงบเพียง 8,000 บาทนิดๆเท่านั้นเองจ้าแม่ แถมทริปนี้เน็ตยังไหลลื่นไปกับ #dtacGO ไปร้องโอ้โหกันที่มาเลเซียกันเลยจ้า

วันหยุดก็เยอะ วันลาก็แยะ ปลายปีทั้งทีจูงมือคนรักหรือเพื่อนสนิท ไปพักกายให้หายเหนื่อย พักใจให้หายเศร้า หาพลังบวกให้กับชีวิตกันบ้าง ด้วยสถานที่สวยๆที่ดีๆที่เราจะพาไปในวันนี้ ที่นี่ที่ไม่ใช่สถานที่แรกๆที่คนอยากไปต่างประเทศนึกถึง แต่ที่ประเทศมาเลเซียเป็นประเทศที่มีความหลากหลายที่อยากให้ทุกคนไปลองสัมผัสกัน ทั้งผู้คนมากมาย วัฒนธรรมที่หลากหลายที่สะท้อนผ่านการใช้ชีวิต สิ่งก่อสร้าง ประเพณีต่างๆอีกทั้งยังมีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย และการไปครั้งนี้ยังสะดวกสบายอัพรูปอวดชาวโลกได้อย่างไหลลื่น ไม่ต้องเปลี่ยนซิมหรือทำอะไรให้ยุ่งยากเพราะเราไปกับดีแทค 

ครั้งนี้ไปง่ายๆกันด้วย#dtacGO แพ็กเกจรายเดือนล่าสุดจากดีแทค  ที่ให้เน็ตเมืองไทยเยอะ แถมฟรีเน็ตเมืองนอกไม่ต้องจ่ายเพิ่มเลยนะ! แล้วก็ไม่ต้องเปลี่ยนซิม ไม่ต้องสมัครอะไรเพิ่มให้วุ่นวายแพ็กเดียวก็โกอินเตอร์ได้ทั่วโลก เพราะเค้าให้เน็ตไปใช้เมืองนอกฟรี 5GB ต่อเดือน ราคาเริ่มต้น 499 บาทเที่ยวยาวไม่สะดุด ตอบทุกแชท อัพทุกโซเชียล อวดชาวโลกแบบ real time หาแพนเที่ยวได้เรื่อยๆ ไม่มีหลง ที่สำคัญดีแทคเค้ามีเครือข่ายพันธมิตรทั่วโลกอีกด้วย

ใครมีแพลนจะไปประเทศไหน หรืออยากไปตามรอยเรา ลองดูรายละเอียดได้ที่ลิ้งก์นี้ก่อนเดินทางได้จ้า www.dtac.co.th 

 พร้อมแล้วลากกระเป๋าขึ้นเครื่อง ไม่ต้องมานั่งอ่อนเพลีย ไปมาเลเซียกันเถอะ

ไปเพิ่มความความสนุกและประสบการณ์ชีวิตกันกับทริปนี้เลย มาเลย์เซียเป็นเมืองแห่งผู้คนมากมาย ทำให้มีวัฒนธรรมหลากหลายที่รอให้เราไปสัมผัส

จูงมือเพื่อนสนิทหรือคนรักไปสัมผัสที่เที่ยวใหม่ๆกันที่มาเลเซีย เที่ยวเก็บประสบการณ์แบบจุใจกันไปเลย 3 วัน 2 คืน ในงบหลักพันเท่านั้นน!

เมื่อก่อนจะไปต่างประเทศทีก็ต้องหาซื้อซิมเปลี่ยนกันให้วุ่น เดี๋ยวนี้ไม่มีใครเค้าเปลี่ยนซิมก่อนเดินทางกันแล้ว เดี๋ยวนี้แค่ slide เปิด Roaming ก็สามารถเล่นเน็ตเมืองนอกได้ฟรี 5GB ทุกเดือน ไม่ต้องจ่ายเพิ่มเลย! ว้าววมากก แล้วยังสามารถใช้ได้ทันทีเมื่อไปถึงด้วยนะ!
#dtacGO #dtacGOแพ็กเดียวใช้ได้ทั่วโลก #เน็ตไทยเยอะสุดเน็ตเมืองนอกฟรี

มาเที่ยวต่างประเทศทั้งที ไม่ต้องใช้ Pocket wifi ไม่ต้องคอยสลับซิมให้ยุ่งยาก แค่ใช้แพ็กเกจ ‘dtac GO’ ที่สามารถใช้งานที่ไทยได้ แต่ก็ใช้เน็ตเมืองนอกได้อีก เป็น 2 in 1 ไปเลย แค่เปิด Roaming เท่านั้น สะดวกมากกแถมเน็ตยังลื่นปรื๊ดสุดๆไปเลยจ้าา
#dtacGO #dtacGOแพ็กเดียวใช้ได้ทั่วโลก #เน็ตไทยเยอะสุดเน็ตเมืองนอกฟรี

DAY 1

เราเลือกบินตรงจากสนามบินสุวรรณภูมิสู่สนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ประเทศมาเลเซีย เมื่อเครื่องแลนด์ดิ้งถึงมาเลเซีย เราก็มุ่งหน้าไปเช็คอินเข้าพักกันที่โรงแรม ‘MOV Hotel’ ที่ตั้งอยู่ในย่านยอดฮิตใจกลางเมืองอย่าง ‘ย่านบูกิตบินตัง (Bukit Bintang)’ 

หนีเที่ยวได้ที่ : MOV Hotel

พิกัด : https://goo.gl/maps/crzNzhqzRH76XFT29

ขอบอกเลยว่ารอบๆ ที่พักรายล้อมไปด้วยห้างสรรพสินค้า และร้านอาหารต่างๆ มากมาย งานนี้ กินอิ่มท้อง นอนหลับสบาย แบบสะดวกครบครันสุดๆ

หลังจากได้ทำการเช็คอินเข้าพักที่โรงแรมเรียบร้อย เราก็ไม่รอช้าที่จะไปเก็บภาพความทรงจำครั้งแรกของทริปนี้กันที่ ‘Sultan Abdul Samad Building’ ซึ่งเราเลือกใช้บริการแกร๊ป นั่งจากโรงแรมมาประมาณแค่ 10 นาทีก็ถึงพิกัดนี้แล้ว สะดวกรวดเร็วสุดๆ ตัวอาคารสุลต่านอับดุลซามัด ทำจากอิฐทั้งหมด มีลวดลายสีส้มพาสเทลสวยงามมากๆ  แถมอยู่ติดถนนอีกด้วย บอกเลยว่าได้รูปออกมาสวย มีสไตล์หลายรูปแน่ๆ

หนีเที่ยวได้ที่ : Sultan Abdul Samad Building

พิกัด : https://goo.gl/maps/YPgr2rHqN2j2tQDa8

แวะถ่ายรูปกันที่พิกัดแรกเสร็จ เราก็เดินเท้าชิลๆ ข้ามฝั่ง อีก 3 นาที มาที่ ‘Merdeka Square’ สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศมาเลเซีย ย่านนี้ขอบอกเลยว่าเต็มไปด้วยจุดถ่ายรูปสวยๆ มากมาย ทั้ง ‘I Love KL Statue’ รูปปั้นสีแดงสุดน่ารัก ‘River of Life’ สวนสาธารณะน้ำพุเต้นระบำสุดชิค และ ‘Masjid Jamek’ มัสยิดเก่าแก่ประจำเมือง ที่ออกแบบสไตล์มัวร์ ซึ่งทั้ง 4 สถานที่นี้เดินถึงกันได้หมดเลย แต่คราวนี้เวลาเราน้อยไปหน่อย เลยแวะเพียงสองที่ คือ Merdeka Square และ I Love KL Statue

หนีเที่ยวได้ที่ : Merdeka Square

พิกัด : https://goo.gl/maps/uo1oa2pVP6WxAJHC7

แวะเก็บภาพกันแบบจุใจกับพิกัดสุดตระการตากันไปแล้ว งานนี้เรานั่งแกร๊บต่อมาประมาณ 6 นาที มาเพิ่มพลังให้อิ่มท้องพร้อมไปสถานที่ต่อไป ‘Cafe Merchant’s Lane’ เขาบอกว่าที่นี่คือ คาเฟ่ที่ฮิตมากๆ บนโลกโซเชียลเลยนะ บรรยากาศรอบๆ คาเฟ่คือเก๋มากๆ ความชิคๆคูลๆต้องยกให้เขาเลยค่ะ

หนีเที่ยวได้ที่ : Cafe Merchant’s Lane

พิกัด : https://goo.gl/maps/34BmJgcjXjAxZCPq7

เอกลักษณ์ของร้านนี้อย่างหนึ่งคือเจ้าหน้าร้านที่มีประตูสีฟ้า ต้องสังเกตกันให้ดีๆ เพราะอาจจะเดินเลยได้น้า โดยร้านนี้จะตั้งอยู่ข้างๆ ร้านขายของชำ เป็นประตูบานเล็กๆ สองบานสีฟ้าสดใส สามารถผลักเข้าไปได้เลย

มีที่นั่งให้เลือกเยอะมาก โดยร้านนี้เขาจะแบ่งเป็น 3 โซน คือ โซนแอร์ โซนหน้าเคาน์เตอร์ และโซนตากอากาศ

ส่วนเมนูอาหารก็มีให้เลือกหลายหลาย ทั้งสไตล์มาเลเซียแบบฟิวชั่น ไปจนถึงอาหารประเภทสปาเกตตี้ สเต็ก แล้วก็ของหวานนิดหน่อย โดยเราสั่งมาลองกันทั้งหมด 5 จาน โดยเป็นเมนูที่ได้ Recommend มาจากพนักงานในร้าน ไม่ว่าจะเป็น South China Sea แซลม่อนย่าง ที่จัดมาคู่กับสลัด ที่ผักสดมาก และ Italian Chow Mein เป็นสปาเก็ตตี้ไก่ในสไตล์ของมาเลเซีย อย่าง เรนดัง (Rendang) ซึ่งเป็นเมนูท้องถิ่นของมาเลเซียนั่นเอง โดยทั้งสองเมนูนี้เป็น Signature ของร้าน  หรือเมนูเส้นที่สามารถทานได้ทั้งวันอย่าง Spaghetti Bolognese สปาเก็ตตี้เนื้อรสชาติเข้มข้น และ Butter Chicken Pasta พาสต้าไก่ในซอสครีมสุดกลมกล่อม ตลอดจนการปิดท้ายกับเมนู Snacks อย่าง Pipit’s Nest ที่เป็นไก่ทอด และผักทอดต่างๆ ราดมาด้วยซอสชีสสุดพิเศษ อร่อยมากทุกเมนูจริงๆ แต่ถ้าให้เลือกหนึ่งจาน เราชอบ Italian Chow Mein ที่สุด คิดว่าสายทานรสจัดจ้าน น่าจะถูกใจแบบเรา  หลังจากพักเติมพลังกันแล้ว เราก็เรียกใช้บริการพี่แกร๊บอีกเช่นเคย นั่งรถมาจากคาเฟ่ประมาณ 15 นาที ก็จะถึง ‘Petronas Twin Towers’ แลนด์มาร์กยอดฮิต พี่ตึกแฝดของเรานั่นเอง คงจะเป็นธรรมเนียมไปแล้ว สำหรับกับการมาเยือนมาเลเซีย ถ้าไม่มีรูปกับตึกแฝด เขาเรียกว่ามาไม่ถึงนะ! ที่นี่เขาถ่ายรูปได้ 2 มุมเลยแหละ มุมแรกคือภาพมุมสูงจากสวนสาธารณะ KLCC Park

หนีเที่ยวได้ที่ : Petronas Twin Towers

พิกัด :https://g.page/petronastwintowersofficial?share

และมุมถัดมาคือเดินจากสวนสาธารณะนี้ประมาณ 1 นาที เพื่อมายัง หน้าตึก Petronas Twin Towers โดยมุมนี้จะได้ภาพแบบโคลสอัพเต็มตาเต็มใจ ถ้ามาตอนกลางคืน ตึกจะเปิดไฟส่องสว่างไสวสวยงามมากๆ เลยล่ะ กระซิบนิดหนึ่งว่าคนเยอะมาก เพราะเป็นมุมฮอตฮิตจริงๆ ห้ามพลาด!!

เราแนะนำว่าควรไปถ่ายบริเวณ KLCC Park ก่อนในช่วงเย็น ประมาณสี่ถึงห้าโมงเย็น จากนั้นตั้งกล้องเพื่อเก็บภาพตึกแฝดที่มีฉากหลังเป็นท้องฟ้าที่กำลังเปลี่ยนสี

เมื่อพิกัดนี้เรียบร้อย ค่อยรีบย้ายไปยังหน้าตึกแฝด เพื่อถ่ายรูปคู่กับตึกแฝดที่เปิดไฟอวดโฉมในยามค่ำคืน

หลังจากตระเวนเก็บภาพสวยๆ รอบเมืองกันไปแล้ว ตอนนี้ก็ได้เวลากลับที่พักไปนอนชาร์จพลังสำหรับวันพรุ่งนี้กันแล้ว แต่ก่อนแวะเข้าที่พัก เราขอแวะเดินตลาดกลางคืนหาของกินชิลๆ ที่ ‘Jalon Alor’ ตลาดใกล้โรงแรมของเรานั่นเอง 

หนีเที่ยวได้ที่ : Petronas Twin Towers

พิกัด :https://g.page/petronastwintowersofficial?share

นั่งแกร๊บจากตึกแฝดมา 12 นาที ก็ถึงแล้วล่ะ ย่านนี้คึกคักมากๆ แถมยังมีอาหารหลากหลายชนิดให้เลือกเลย โดยเฉพาะอาหารท้องถิ่น ปีกไก่เอย ผัดหมี่เอย บาบีคิวเอย ขนมและน้ำหวานก็มีนะ เลือกไม่ถูกกันเลยทีเดียว งานนี้ขอชิมหลายๆ อย่าง เอาให้จุใจไปเลย  แน่นอนว่าเราไม่พลาดกับการลองกินของเสียบไม้ ที่เราสามารถเลือกได้ว่าจะต้มหรือย่าง ที่มาเลเซียเรียกว่า ‘LOK-LOK’ แอบถามคนขายแล้ว เขาจะออกเสียงคล้ายๆ กับคำว่า “ลก-ลก” รสชาติคล้ายลูกชิ้นทอดบ้านเรา แต่เขาจะเอาไปทอดก่อนรอบนึงแล้วเอามาย่างซ้ำอีกที มีซอสให้เลือกหลายอย่างนะ เผ็ดมาก เผ็ดน้อย น้ำจิ้มที่คล้ายสะเต๊ะก็มีให้เลือก ถือว่าอร่อยดี มีให้เลือกกินทั้งลูกชิ้น ไส้กรอก ผักต่างๆ หมู ไก่ แม้กระทั่งเนื้อแปลกๆ อย่างแพะก็มีให้เลือกชิมนะคะ

DAY 2

วันที่สองของทริป เรามีพิกัดท่องเที่ยว Unseen หลายแห่ง ที่รอให้เราไปเก็บภาพแสนสวย ซึ่งวันนี้เราแพลนจะไปเที่ยวกันที่เมือง Putrajaya (ปุตราจายา)  อีกหนึ่งเมืองที่ถือว่ามีความเจริญและมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายไม่แพ้กัวลาลัมเปอร์เลย ถ้ามาเที่ยวมาเลเซียแบบทริประยะสั้น เมืองนี้ต้องเป็นหนึ่งในลิสต์แล้วแหละ ด้วยความที่สถานที่เที่ยวของเมือง Putrajaya นั้นมีเยอะมาก เราเลยรีบตื่นแต่เช้ามากิน Breakfast ที่ทางโรงแรมเตรียมไว้ให้ จะได้ออกเดินทางไปถึงปุตราจายากันแต่เช้า หลังกินอาหารเช้าเสร็จ ทางเราก็ใช้บริการพี่แกร๊บเหมือนเคย โดยครั้งนี้เราปักพิกัดไว้ที่ Perbadan Putrajaya Complex & Palace Of Justice ‘Perbadan Putrajaya Complex’   นั่งแกร๊บมาประมาณ 1.30 ชม. ก็ถึง Perbadan Putrajaya Complex & Palace Of Justice ‘Perbadan Putrajaya Complex’ กลุ่มอาคารที่ถูกใช้เป็นทำเนียบรัฐบาลของคณะรัฐมนตรี ที่นี่เขาจะออกแบบแนวๆ สถาปัตยกรรมแบบผสมผสาน ตัวอาคารโดดเด่นมีความโมเดิร์นมากๆ เลยล่ะ  ส่วน ‘Palace of Justice’ คือศาลยุติธรรม จะเป็นอาคารที่มีโดมสามยอดอยู่ด้านบน ทั้งสองที่นี้เหมาะแก่การไปยืนถ่ายรูปด้วยมากๆ

หนีเที่ยวได้ที่ : Perbadan Putrajaya Complex & Palace Of Justice ‘Perbadan Putrajaya Complex’

พิกัด : https://goo.gl/maps/yPsCWhKhDYkBGXDFA

หลังถ่ายรูปพิกัดแรกเสร็จ เรานั่งแกร๊บมาต่อกันที่ ‘Putra Mosqu’  (มัสยิดปูตรา)’ แค่ประมาณ 8 นาทีก็ถึงแล้วล่ะ มาถึงที่นี่หัวใจของเราชื่นบานกันมากๆ   

หนีเที่ยวได้ที่ : Putra Mosqu

พิกัด : https://goo.gl/maps/osNHPANLjqX5xVzJ6

เราเริ่มเดินชมรอบมัสยิดแถว ‘Putra Square (สะพานปุตรา)’  และ ‘Putra Bridge (ลานปุตราสแควร์)’ บริเวณนี้จะเห็นตัวมัสยิดมีสีชมพูพาสเทล บอกเลยว่าสวยมากกก แอบเสิร์ชหาข้อมูลมา เขาบอกว่าตัวมัสยิดทำจากหินแกรนิตสีกุหลาบ จนได้ชื่อว่าเป็น ‘มัสยิดที่สวยที่สุด’ ของมาเลเซีย

หลังจากเดินชมรอบๆ มัสยิด ทางเราก็อยากเข้าไปชมในตัวมัสยิดบ้าง เขาเปิดให้เข้าด้วยฟรี แต่ว่าผู้ชายต้องสวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว ส่วนผู้หญิงสวมกางเกงขายาวและจะมีเสื้อคลุมให้สวมทับ ในตอนเข้าชมตัวมัสยิด ผู้หญิงต้องใส่เสื้อคลุมสีแดงพร้อมสวมหมวกด้วยนะ อาจจะมีข้อแม้เยอะนิดนึง แต่พอได้ใส่ชุดคลุมสีแดง ขอบอกเลยว่า ถ่ายรูปออกมาแล้วสวยมากกก!! สีแดงตัดกับสีชมพูของตัวมัสยิดแบบลงตัวสุดๆ

ชมมัสยิดสีชมพูเสร็จ เรานั่งแกร๊บแบบคนขยันเที่ยวมาที่ ‘Astaka Morocco’ นั่งจากมัสยิดมาแค่ 15 นาที ก็ถึงแล้ว ที่นี่คือสัญลักษณ์แห่งสัมพันธไมตรีของมาเลเซียและโมรอคโค ทำให้ตัวสิ่งก่อสร้างจะมีกลิ่นอายการผสมผสานของศิลปะสองประเทศเข้าด้วยกัน 

หนีเที่ยวได้ที่ : Astaka Morocco

พิกัด : https://goo.gl/maps/1PWAMxjLzgVndhgP9

ชมมัสยิดเสร็จก็นั่งแกร๊บมาเที่ยวที่ ‘Iron Mosque (มัสยิดสีเงิน)’  ใช้เวลาแค่ 25 นาทีก็ถึงแล้ว ที่นี่คล้ายๆ มัสยิดสีชมพูคือจะเปิดวันเสาร์ถึงวันศุกร์ รอบวันเสาร์และวันพฤหัสบดีจะให้เข้าชม 3 รอบ คือ 9.00-12.00 น., 14.00-16.00 น., 17.30-18.00 น.  ส่วนวันศุกร์จะเปิด 2 รอบ คือ 15.00-16.00 น., 17.30-18.00 น.
ใครที่มาก่อนก็เดินชมรอบๆ มัสยิดไปพลางๆ ได้นะ ส่วนตัวมัสยิดเขาจะทำจากเหล็กเป็นหลัก สวยงามไม่แพ้มัสยิดสีชมพูเลย แค่ที่นี่จะออกแนวโมเดิร์นเน้นความเรียบหรูมากกว่า

หนีเที่ยวได้ที่ : Iron Mosque

พิกัด : https://goo.gl/maps/R5FpWgU2s9t1sBV77

DAY 3
เดินทางมาถึงวันสุดท้ายของทริปกันแล้ว แต่เราก็ยังคงขยันเที่ยวอยู่เหมือนเดิมนะ 2 วันที่ผ่านมาเราเที่ยวกันแบบเต็มแม็กซ์ แถมยังกิน อิ่ม หลับสบายมากๆ วันนี้เราอยากแวะเที่ยวทิ้งทวนทริปกันสัก 2 สถานที่ เราตื่นแต่เช้ามา Check Out กับทางโรงแรม แล้วก็ไปเที่ยวกันต่อเลย  ซึ่งสถานที่แรกสำหรับการทิ้งทวนทริปของเราคือ ‘Batu Caves’ ที่นี่คือ ‘ศาสนมรดกแห่งชาติมาเลเซีย’ วัดที่นี่มีความแปลกตามาก แตกต่างจากวัดบ้านเราเยอะเลย ออกแนววัดแขกฮินดู คือตัววัดจะใช้สีสันเยอะมาก สวยงามตระการตาสุดๆ ยิ่งตัว ‘บันไดสีรุ้ง 272 ขั้น’ คือสวยเด่นมากๆ งานนี้ต่อให้มี 272 ขั้น เราก็สู้ตายนะ ทนความสวยไม่ไหวจริงๆ ยังไงก็ต้องได้ภาพคู่กับบันไดก่อนกลับไทยให้ได้

หนีเที่ยวได้ที่ : Batu Caves

พิกัด : https://goo.gl/maps/25k3suvcVDFG3BRS8 

แนะนำเหมือนเคยว่าควรมาเช้าๆ เพราะนอกจากจะมีนักท่องเที่ยวเยอะมากแล้ว งานนี้ยังมีทัวร์มาเป็นคันรถเลย ใครที่อยากได้ภาพสวยๆ บันไดคลีนๆ ก็ต้องรีบมาจับจองพื้นที่กันก่อนนะ ไม่งั้นจะเจอแบบในรูป… แต่ไม่เป็นไรเพื่อภาพที่สวยงามเราทำได้!

เมื่อเดินขึ้นไปด้านบน จะพบกับถ้ำ ซึ่งเป็นศาสนสถานของพราหมณ์-ฮินดูนั่นเอง

มาต่อกันที่พิกัดท้ายสุดของทริปกันแล้ว กับ ‘Perdana Botanical Garden’ เราใช้บริการพี่แกร๊บจาก Batu Caves กลับเข้ามาในตัวเมืองกัวลาลัมเปอร์ ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีก็ถึงแล้ว 

หนีเที่ยวได้ที่ : Perdana Botanical Garden

พิกัด : https://g.page/perdana-botanical-garden-kl?share 

ที่นี่คือสวนพฤกษชาติ คนพื้นที่แถวนี้เขารู้จักกันในชื่อ ‘สวนทะเลสาบ’ อารมณ์จะคล้ายๆ กับการมาเดินเล่นในสวนสาธารณะ แต่ที่นี่เขาจะมีมุมสวยๆ เหมาะแก่การถ่ายรูปชิลๆ เหมาะมากๆ เลยที่จะมาทิ้งทวนการท่องเที่ยว เดินชิลๆ แล้วก็แชะภาพก่อนกลับแบบฟินๆ โดยพิกัดนี้มีลักษณะเป็นโดมแก้วสลับโครงลวดสีเหลือง และเนื่องจากสวน Perdana Botanical Garden มีขนาดใหญ่มากๆ เพื่อนๆ อาจจะสับสนว่าเจ้าพิกัดนี้อยู่ส่วนไหนของสวน เราจึงแนะนำให้ปักหมุดว่า ‘Laman Perdana’ เพื่อให้แกร๊บมาส่งในจุดที่ใกล้ที่สุดแล้วค่อยเดินต่อนะ หลังจากเราเที่ยวแบบเต็มอิ่มจุใจกันไปแล้ว ก็ได้เวลา “Say Goodbye” มาเลเซียกันแล้ว ก่อนกลับเรามาสรุปค่าใช้จ่ายของทริปนี้กันดีกว่า จากที่เราได้กล่าวไปตอนต้นว่าทริปนี้เราเลือกจองแบบ Flight + Hotel โดยบินตรงสู่ประเทศมาเลเซียด้วยสายการบิน Malaysia Airline กินอิ่ม นั่งสบาย แบบ Full Service และเลือกพักที่ MOV Hotel 2 คืน พร้อมอาหารเช้า ทั้งหมดทั้งมวลนี้เราจ่ายไปแค่ 13,654.34 บาท ตกเพียงคนละ 6,827.17 บาท!! 

ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นๆ เราก็ได้รวบรวมมาให้เพื่อนๆ ดูกันแบบง่ายๆ พร้อมเที่ยวตาม 3 วัน 2 คืนได้เลย โดยราคาทั้งหมดนี้คิดเป็นต่อคนแล้วนะจ๊ะ

• ค่าตั๋วเครื่องบิน พร้อมที่พัก: 6,827.17 บาท

• ค่าเดินทางภายในมาเลเซีย: 802.20 บาท (114.60 ริงกิต)

• ค่าอาหารมื้อหลัก: 650.65 บาท (92.95 ริงกิต)

• สนนราคาทั้งทริปอยู่ที่ 8,280.02 บาท

*ราคาด้านบนนี้ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่นๆ ค่าช้อปปิ้ง และอาหารมื้อเล็กต่างๆ นะจ๊ะ

แค่ 8,000 นิดๆ ก็เที่ยวต่างประเทศได้แล้วนะเนี่ย~ บอกเลยว่ากระเป๋าตังไม่ฉีก แถมกินอิ่มอยู่สบายสุดๆ ตกหลุมรักมาเลเซียเข้าให้แล้วสิ ถ้ามีโอกาสเราจะกลับมาเที่ยวอีกแน่นอน 

ข้อมูลเพิ่มเติม
ที่อยู่
ประเทศมาเลเซีย
เวลาเปิดทำการ
-
ติดต่อ
-
ราคา
-
MOST POPULAR
ที่พักวิวหมอกสุดแสนจะชุ่มฉ่ำ ในราคาเป็นมิตรกับกระเป๋า เขาว่ากันว่า “นอนเขาค้อ 1 คืน อายุยืน 1 ปี” เราจะมาอายุยืนเพิ่มขึ้นอีก 1 ปี ด้วยการไปนอนพักที่พักสุดว้าวที่เขาค้อกัน นอนหลายๆ คืนจะได้อายุเพิ่มอีกหลายๆ ปีเลยนะจ๊ะ วันนี้เราก็มีที่พักดีๆ มาแนะนำให้ไปนอนชมหมอกกันแบบจุใจ แถมราคาเรียกได้ว่าคุ้มค่าแก่การไปจริงๆ เพราะงานนี้ กำเงินแค่คนละไม่เกิน 1,300 บาทก็พักแบบฟินๆ ได้แล้วจ้า แบบว่ากลางคืนชมดาว ตื่นเช้าดูทะเลหมอก พร้อมดูพระอาทิตย์ขึ้น วิวแบบ 360 องศาของจริง พร้อมแล้วเรามาเตรียมเก็บกระเป๋า จูงมือเพื่อน หรือครอบครัว แล้วไปล่าหมอกที่เขาค้อกันเล้ย